ติดต่อเรา ฟาร์มนกเจ็ดสีครูยุ finch07ุ
new banner

นกซีบร้า

หมวด: Uncategorised
เผยแพร่เมื่อ: วันศุกร์, 28 สิงหาคม 2558
เขียนโดย Super User

การเลี้ยงนกซีบร้า

     นกตัวเล็ก ๆ ที่เราอาจเคยพบเห็นเป็นรูปตุ๊กตานกตัวสีขาวปากแดงตัวเล็ก ๆ ที่คนชอบตั้งโชว์กันบ่อยตา  เจ้านกน่ารักที่พูดถึงนี้ เป็นนกข้ามฟ้าข้ามฝั่งมาจากดินแดนแห่งสายพันธุ์นก ในประเทศออสเตรเลีย  ที่เรียกกันในนาม นกซีบร้า  หรือ นกม้าลาย นั่นเอง

     ชื่อ ซีบร้า ได้มาเพราะบริเวณท่อนหางที่มีลายขวางพาดเป็นแนวดูคล้ายกับพวกม้าลายในแอฟริกา นั่นเป็นที่มาที่คนตะวันตกใช้เรียกนกชนิดนี้กัน

     นกซีบร้า เป็นหนึ่งในนกฟินซ์ อยู่ในสกุล Taeniopygia คำว่านกฟินซ์เป็นชื่อเรียกแทนเหล่านกตัวเล็ก ๆ ที่อาศัยเมล็ดพืชหรือแมลง เป็นอาหาร เนื่องจากเป็นนกที่มีจงอยปากที่แข็งแรง และสามารถบีบหรือเจาะพวกเมล็ดพืชเล็ก ๆ ที่มีความแข็งได้อย่างง่ายดาย

     ในบ้านเรามีนกที่อยู่ในวงศ์เดียวกับนกฟินซ์มากมาย ตัวอย่างพวกที่มีคนชอบนำไปใส่กรง จำหน่ายให้คนนำไปปล่อยเอาบุญ ตามวัด หรือศาลเจ้าต่างๆ  ส่วนใหญ่นกที่ถูกจับมาขายนั้น จะเป็นนกกะติ๊ดสีอิฐ (Black Head Munia)

     การเลี้ยงนกฟินซ์ โดยเฉพาะนกซีบร้าฟินซ์  ได้รับความนิยมมานานหลายสิบปี โดยเฉพาะในยุโรป อเมริกา ในอเมริกาใต้อย่างบราซิล ตลอดจนประเทศในเอเชีย เช่นญี่ปุ่น   นกชนิดนี้เป็นนกพื้นเพจากประเทศออสเตรเลีย โดยเฉพาะในแถบตอนกลางของประเทศ รวมไปถึงสามารถพบได้ในประเทศที่ใกล้กันอย่าง บางเกาะของอินโดนีเซีย หรือในหมู่เกาะติมอร์  จัดเป็นนกเล็ก ๆ ที่มีความน่ารัก เพราะขนาดของลำตัวที่มีความยาวเพียงประมาณ 10 เซนติเมตร และเป็นนกที่เลี้ยงง่ายมาก รวมทั้งไม่ก่อความรำคาญให้แก่ผู้เลี้ยงจากเสียงรบกวนแบบจำพวกนกปากขอ   สีสันของนกชนิดนี้ ถ้าเป็นนกดั้งเดิม เพศผู้จะมีจงอยปากสีอมส้ม และกลายเป็นแดงสดเมื่อเวลาโตเต็มที่ ส่วนเพศเมียจะเป็นสีส้ม ในเพศผู้จะมีสัญลักษณ์แถบสีส้มเป็นวงกลมอยู่บริเวณสองข้างแก้ม และบริเวณหน้าและบริเวณตะโพกและหางจะมีเส้นสีดำพาดเป็นแนวขวางคล้ายลายของม้าลาย บริเวณข้างลำตัวของผู้จะมีสีน้ำตาลอมแดงและมีจุดสีขาวกระจาย สวยงามน่ารัก  และดวงตาเมื่อโตเต็มไว้จะมีสีแดงกล่ำ  ส่วนในเพศเมียจะไม่มีที่กล่าวมา

     ปัจจุบันมีการนำนกชนิดนี้มาเพาะพันธุ์ในกรงเลี้ยงและพัฒนาสีสันจนสีสันที่มากมายหลากหลายขึ้น เช่นสีเทา,สีกวาง,แก้มดำ,อิซซาเบล, อกส้ม,เพนกวิน,ขาวปลอด ฯลฯ  และด้วยพัฒนาการเหล่านี้ทำให้ นกซีบร้าฟินซ์เป็นที่นอกจากจะมีความน่ารักแล้วยังมีสีสันที่น่าดูชมด้วย

     การเลี้ยงดูนกซีบร้าฟินซ์

หนังสือเล่มเล็ก ๆ เขียนโดย Hans J. Martin ออกโดยสำนักพิมพ์ Barron ราคาประมาณ 8 เหรียญ เป็นหนังสือที่ผมซื้อไว้จาก amazon.com เมื่อสิบกว่าปีก่อน หนังสือเล่มนี้แม้จะเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ แต่ก็บรรจุเนื้อหาสาระที่เกี่ยวกับนกซีบร้าฟินซ์ได้อย่างครอบคลุมน่าสนใจทีเดียว โดยเฉพาะในแง่ของการจัดการเลี้ยงดู  หนังสือเล่มนี้ทำให้ผมกลายเป็นผู้สนใจเลี้ยงนกฟินซ์ชนิดอื่น ๆ อีกหลายชนิดด้วยกัน เช่นพวก กูลเดี้ยนฟินซ์หรือฟินซ์เจ็ดสี, แพรอทฟินซ์ ฯลฯ (ซึ่งถ้ามีเวลาจะเขียนถึงฟินซ์ที่น่าสนใจชนิดอื่น ๆ ต่อไป)  คำถามก็คือ นกซีบร้าฟินซ์ เหมาะสำหรับผู้เลี้ยงประเภทใด คำตอบก็คือ ง่ายและเหมาะสำหรับทุกเพศวัย โดยเฉพาะในแถบประเทศยุโรป นกฟินซ์ กลายเป็นนกยอดนิยมสำหรับช่วยเหลือผู้สูงวัยที่มีอาการเหงาจากกรณีเกษียณจากงานประจำ และกลายเป็นนกยอดฮิตสำหรับเด็ก เพื่อการสร้างนิสัยในการรักสัตว์ และที่สำคัญคือพัฒนาการสร้างความสามารถในการเตรียมพร้อมเพื่อเรียนรู้ด้านชีววิทยาที่ดียิ่ง  เพราะนกชนิดนี้ เด็ก ๆ สามารถเฝ้าดูพัฒนาการตั้งแต่ยังเป็นเล็ก ๆ และเติบโต รวมทั้งการมีคู่ ผสมพันธุ์ วางไข่ ฟักไข่ และการเลี้ยงดูลูกนก ในเวลาที่ไม่นานนัก ประกอบกับบางท่านที่มีเวลาว่างการนำลูกนกมาเลี้ยงเป็นนกลูกป้อน (Hand feed) ก็จะได้นกรุ่นใหม่ที่มีความเชื่องต่อผู้เลี้ยงอย่างน่ารักทีเดียวในกรุงเทพ อย่างตลาดนัดจตุจักร ,ตลาดซันเดย์,หรือตลาดสนามหลวง2 ธนบุรี จะเป็นแหล่งที่มีจำหน่ายนกชนิดนี้อยู่ แ  ละในหาดใหญ่บางร้านผมก็พบว่ามีจำหน่ายนกซีบร้าฟินซ์นี่เช่นกัน และสนนราคาก็ขึ้นอยู่กับสีสันของนก ถ้าเป็นสีดั้งเดิมพื้น ๆ สนนราคาก็ตกคู่ละไม่กี่ร้อยบาทเท่านั้นเอง ดังนั้นเรื่องของราคาคงไม่เป็นอุปสรรคสำหรับนักเลี้ยงนกทุกวัย การเลี้ยงนกทุกชนิด ต้องศึกษาหาข้อมูลและมีการวางแผนกันก่อน จึงจะเป็นนักเลี้ยงนกมืออาชีพ และการวางแผนที่ดีช่วยให้การเลี้ยงนกประสบผลสำเร็จไปครึ่งหนึ่ง  ตัวอย่างเช่น เมื่อพิจารณาเลี้ยงนกชนิดใด ต้องคำนึงตั้งแต่ สถานที่จัดวาง ขนาดของกรง ความสะดวกและง่ายดายของอหารที่จะให้นกชนิดนั้นในอนาคต หรือแม้แต่ข้อจำกัดเกี่ยวกับเพื่อนบ้าน อันสืบเนื่องมาจากเสียงรบกวน (ในกรณีนกบางชนิด เช่นจำพวกนกปากขออย่าง มาคอว์,กระตั้ว หรือพวกนกแก้วคอนัวร์ ฯลฯ)  เมื่อวางแผนอย่างที่บอกข้างต้นแล้วค่อยพิจารณาเดินหาเลือกซื้อนกต่อไป

การเลือกนกซีบร้า จำเป็นต้องพิจารณาถึงเรื่องของสุขภาพในเบื้องต้นให้เป็น ก่อนอื่นให้พิจารณาสภาพกรงเลี้ยงหรือกรงขายเดิมว่ามีสภาพเป็นอย่างไร สะอาดหรือสกปรกแบบที่เรียกว่า คอนไม้ แทบจะมองไม่เห็นเนื้อไม้เพราะทับถมไปด้วยมูลของนกซะหนาเตอะ.. แบบนี้ก็ไม่ไหวครับ   หรือถ้ากรงที่ใส่นกไว้จำหน่ายสะอาดสอ้านดี ก็ผ่านไปดูที่สภาพของนกว่า ขนไม่ฟู ขนหาง,นิ้วตีน (นกเค้าไม่เรียกเท้าครับ )ต้องอยู่ครบ ไม่ด้วน ไม่แหว่ง

นกต้องมีอาการสดใสร่าเริงอยู่ตลอด ไม่ซึม ซุกตัวอยู่มุมใดมุมหนึ่งของกรง ใต้หางตรงก้นไม่เปียกแฉะหรือมีร่องรอยคราบสกปรกติดหนา แบบนี้ถือว่าใช้ได้

กรงเลี้ยงของนกชนิดนี้ สามารถใช้ได้ตั้งแต่ กรงลวดเล็ก ๆ ราคาไม่กี่ร้อยบาท ไปจนถึงแบบกรงรวมใหญ่ (aviary) ก็ไม่ว่ากันขึ้นอยู่กับงบประมาณ

อุปกรณ์การเลี้ยงนอกจากกรงที่กล่าวมาแล้วก่อนหน้า อุปกรณ์ที่สำคัญในกรงก็คือ คอนไม้ ซึ่งปกติร้านค้ามักจะให้มาพร้อมกรงเลี้ยง ซึ่งจะเป็นคอนไม้กลม ๆ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 1.5 เซนติเมตร ซึ่งสามารถใช้คอนนี้เป็นคอนหลักได้ แต่สำหรับคอนไม้ที่ดีสำหรับนกฟินซ์ที่ผมเคยใช้ก็คือ กิ่งไม้ที่ลักษณะประมาณนิ้วก้อยและมีผิวของเปลือกไม้หยาบอย่างพวกกิ่งไม้มะขามดูจะดีมากสำหรับนกฟินซ์ เพราะกระชับตีนนก และร่องของผิวเปลือกไม้ที่ขรุขระช่วยเกลาเล็บของนกไม่ให้ยาวเกินไปอันเป็นอุปสรรคต่อสุขภาพนก

นอกจากคอนไม้แล้ว อุปกรณ์อำนวยความสะดวกอื่น เช่น ถ้วยอาหาร (แนะนำให้ใช้พวกถ้วยดินเผา) หลอดน้ำสำหรับให้นกได้กิน ,อ่างสำหรับให้นกได้อาบน้ำ (สำหรับกรงใหญ่) และเพิ่มอีกหน่อยสำหรับนกซีบร้าฟินซ์ก็คือ ชิงช้าไม้ ที่ประดิษฐ์จากกิ่งมะขามผูกกับลวด (อันนี้นกจะชอบมากและทำง่ายด้วยครับ)

ตำแหน่งการจัดวางกรงไม่ควรวางไว้ในตำแหน่งที่โล่ง มีลมโกรกพัดเกินไป ควรอยู่ในร่มกันฝนได้ และอยู่ในมุมที่จะสามารถรับแสงแดดยามเช้าได้(จะดีมาก เพราะนกชนิดนี้ชอบอาบน้ำตอนเช้าและได้รับแสงแดดเพื่อทำความสะอาดขนและช่วยกำจัดพวกไรไปในตัว

ซีบร้าฟินซ์ก็เหมือนนกฟินซ์ทั่วไป ที่อาหารหลักคือเมล็ดพืชต่างๆ  เช่น มิลเลต,ข้าวไรน์ (มีจำหน่ายตามร้านของอาหารสัตว์เลี้ยงที่มีจำหน่ายพวกนกหรือไก่) และอาจเสริมด้วยพวกเศาขนมปังปอนด์, อาหารไข่  (egg food) ,ไข่แดงต้ม,ผักกาดหอม,เมล็ดพืชงอก,ผลไม้บางชนิดเช่นพวกแอปเปิ้ล มะละกอ ฯลฯ  หั่นเป็นลูกเต๋าเล็ก ๆ ฯลฯ อาหารเสริมเหล่านี้อาจให้สลับกันตามความเหมาะสม

อาหารและสุขภาพที่ดี ช่วยให้นกซีบร้าในกรงเลี้ยงอาจมอายุมากกว่าในธรรมชาติ (ในธรรมชาติราว 5 ปี) และจากสถิติพบว่ามีผู้เลี้ยงนกชนิดนี้ในกรงเลี้ยงได้ถึง 11 ปีเลยทีเดียว

สำหรับผู้ที่เลี้ยงในเชิงเพาะพันธุ์ (Breeder) แนะนำให้ใช้ 1 กรงต่อ 1 คู่  เพราะง่ายที่นกจะเข้าคู่กัน และตัดปัญหาด้านการบกวนจากนกตัวอื่นและการจิกตีแย่งชิงกันออกไปได้

การเลี้ยงนกฟินซ์ซีบร้าในเชิงเพาะพันธุ์ เพื่อเป็นแนวทางและประโยชน์สำหรับผู้ที่คิดเริ่มต้นเลี้ยงนกสวยงามโดยเฉพาะนกฟินซ์กัน  เมื่อตกลงใจที่จะเลี้ยงนกชนิดนี้เป็นคู่เพื่อให้มีการขยายสายพันธุ์ ทั้งเพื่อรายได้พิเศษและแถมพกความรู้และความชำนาญในการก้าวไปสู่นักเพาะพันธุ์นกที่ยากกว่า ก็คงต้องมาทำความรู้จักว่า จะต้องตระเตรียมสิ่งใดกันบ้าง

เริ่มแรก กรงเพาะแบบที่เรียกว่า กรงลวดหมอน ดูจะเป็นกรงขนาดที่เหมาะสมสำหรับเพาะพันธุ์นกหนึ่งคู่ ซึ่งการเพาะพันธุ์แบบนี้ เมื่อมีหลายกรง เรามักเรียกกันว่า กรงคอนโด  กรงเพาะ จะต้องประกอบด้วย รัง ที่ใช้สำหรับนกวางไข่ และฟักไข่ ซึ่งสำหรับนกในกลุ่มนกฟินซ์ มักนิยมใช้พวกตะกร้าวหวายสาน ซึ่งตามร้านค้านกหรือเพ็ทช็อบบางแห่งอาจมีจำหน่าย โดยราคาตระกร้าหวายฝีมือดี ๆ แต่ราคาเพียงไม่กี่สิบบาทอาจใช้สำหรับนกได้ถึง สองหรือสามครอกเลยทีเดียว

ตะกร้าสำหรับนกวางไข่ (แบบเมืองนอก)

เมื่อได้ตะกร้าหวายสานมาแล้วให้ติดไว้ที่มุมบนสุดด้านใดด้านหนึ่งของกรง จากนั้นเตรียมอุปกรณ์อำนวยความสะดวกให้นก อาทิ หลอดน้ำ,ถ้วยอาหาร, คอนหลัก และเมื่อทุกอย่างเรียบร้อยก็หาที่ทางจัดวางตำแหน่งให้ดี  โดยตำแหน่งจัดวางกรงนกสำหรับเพาะพันธุ์นั้น ควรเป็นสถานที่มีคุณสมบัติพื้นฐานคือ

  1. ไม่มี่ลมโกรกแรงเกินไป และสถานที่ควรมีหลังคาเพื่อกันฝนได้
  2. ถ้ามีแสงแดงส่องถึงยามเช้าและร่มเมื่อเที่ยงไปจนถึงเย็นจะดีมาก
  3. สงบพอสมควร และปราศจากการรบกวนจากสัตว์ต่าง ๆอาทิ เสียงสุนัข หรือแมว

เมื่อทุกอย่างครบถ้วน ก็ให้ปล่อยนกเข้ากรงเพาะ  ในกรณีที่นกทั้งคู่เคยอยู่กันมาก่อนหน้า ก็ไม่มีปัญหาอะไร แต่ถ้าเป็นนกที่แยกกันอยู่ (ผู้ และเมีย) ข้อแนะนำก็คือ ให้ปล่อยตัวเมียเข้าไปคุ้นเคยก่อนซักวันสองวัน จากนั้นค่อยปล่อยตัวผู้ตามเข้าไป

เมื่อทุกอย่างลงตัวดี ทั้งสถานที่,กรงเลี้ยง,ตำแหน่งของรังสำหรับเพาะพันธุ์ ก็เริ่มสังเกตพฤติกรรมของนก ซึ่งจะพบว่า นกจะให้ความสำคัญกับตะกร้าที่เราแขวนไว้สำหรับเพาะพันธุ์มากขึ้น เช่นเข้า ๆ ออก ๆ บ่อย และใช้สำหรับนกในเวลากลางคืน   การทดสอบโดยการหาหญ้าเส้นเล็ก ๆ หรือ ใบสนเส้นเล็กๆ (ได้จากกิ่งสน) วางไว้ทืพื้นกรงสักสองสามเส้น หากพบว่านกเริ่มคาบแล้วบินเข้าไปในรัง       นั่นเป็นสัญญานพร้อมแล้วสำหรับการเข้าคู่ของนกให้เราจัดหาหญ้าให้กับนกทุกวัน จนกระทั่งสังเกตว่าในรังนั้น นกได้สานพื้นสำหรับรองรังไว้อย่างแน่นหนาเพียงพอ (อันนี้ต้องให้ความสำคัญด้วยเพราะเกี่ยวกับความอบอุ่นเมื่อเวลาฟักไข่)

หลังจากนั้นไม่นานนก็จะเริ่มผสมพันธุ์และวางไข่ใบแรก ไปจนกระทั่งใบสุดท้ายราว 4-5 ฟอง จากนั้นก็ตัวเมียก็จะเริ่มฟักไข่ในรังตลอดเวลา ประมาณสองอาทิตย์ต่อมา ไข่ใบแรกก็จะเริ่มฟักเป็นตัวและไล่กันไปจนกระทั่งตัวสุดท้าย ในระหว่างที่ลูกนกฟักตัวหมด ควรเสิรมอาหารให้แก่พ่อแม่นกสำหรับนำไปป้อนลูก โดยนอกจากจะเป็นพวกเมล็ดพืชที่เคยให้ตามปกติแล้วระหว่างนี้อาจเสริมด้วย อาหารสูตรพิเศษ คือ ขนมปังแผ่นนำไปชุบไข่ไก่ แล้วนำไปผึ่งแดดให้แห่งจากนั้นนำไปเข้าไมโครเวฟเพื่อให้กรอบ แล้วบดเป็นชิ้นเล็กๆ (เก็บไว้ในตู้เย็นได้) ค่อย ๆ เสริมให้นกทุกวันพร้อมๆ กับเมล็ดพืชปกติ

ประมาณยี่สิบก็จะเริ่มเห็นลูกนกเริ่มทยอยลงรัง และเริ่มกินเองได้ และลูกนกตัวใดที่ยังอยู่ในรังก็จะเริ่มถูกพ่อนกหรือแม่นกไล่จิกลงรัง  จากนั้นชีวิตใหม่จากลูกนกน่ารัก ๆ ก็จะเริ่มขึ้น ในกรณีที่เราไม่ต้องการให้นกวางไข่ชุดต่อไป ก็จะต้องเอาตระกร้าที่แขวนออก แต่ถ้าเรายังวางไว้ นกก็จะทำการวางไข่รุ่นต่อไป และเราก็มีหน้าที่ในการนำลูกนกที่เริ่มหัดกินเองได้แล้วย้ายออก ไปยังกรงใหม่ต่อไป

การเลี้ยงนกซีบร้าฟินซ์ จัดเป็นการเลี้ยงนกที่ง่ายและเหมาะสำหรับพ่อแม่ ที่จะหัดให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ทั้งในเรื่องชีววิทยา,เกี่ยวกับพฤติกรรมของสัตว์,ความรับผิดชอบและความมีวินัยในหน้าที่ ฯลฯ และทีสำคัญคือการสร้างความโอนโยนขึ้นในจิตใจของเด็ก ๆ อันเป็นพื้นฐานที่มนุษย์ละเลยกันมาก

 

นกเลิฟเบิร์ด

หมวด: Uncategorised
เผยแพร่เมื่อ: วันศุกร์, 28 สิงหาคม 2558
เขียนโดย Super User

ประวัติความเป็นมา นกเลิฟเบิร์ด

          ในสมัยแรกเริ่มคือช่วงปี 1840 นกเลิฟเบิร์ดเป็นนกที่มีสายพันธุ์เดียวกับนกแก้ว (Parrot) จึงเรียกว่าเป็น Little Parrot ตามประวัติกล่าวว่าชาวแอฟริกาเป็นผู้นำนกชนิดนี้เข้าไปแพร่หลายในทวีปยุโรป และด้วยเอกลักษณ์ของนกชนิดนี้ก็คือ ชอบอยู่เป็นคู่ และจะดูแลกันและกันเป็นอย่างดี จึงได้รับการเรียกขานว่า "Lovebirds" ในที่สุด

          ต่อมา Lovebirds ก็แพร่ขยายไปในอเมริกาด้วยในศตวรรษที่ 60 เมื่อมีการแพร่ไปมากๆ จึงเกิดการกลายพันธุ์ จากเดิมที่เป็นสายพันธุ์ Parrot ก็มีการเรียกชื่อใหม่ ว่าเป็นสายพันธุ์ Agapornis ต่อมา ในช่วงศตวรรษที่ 80 การเลี้ยงนกเลิฟเบิร์ด มีจุดมุ่งหมายก็เพื่อให้ได้สีสันใหม่ๆ ที่สวยงามขึ้น และเป็นการพัฒนาสายพันธุ์ รวมทั้งมีการผสมกับนกสายพันธุ์อื่น ๆ อีกด้วยจนปัจจุบันนกเลิฟเบิร์ด ได้กลายเป็นสัตว์เลี้ยงภายในครอบครัว และเป็นที่นิยมมากขึ้นเรื่อยๆ

          นกเลิฟเบิร์ด เป็นนกแก้วที่ตัวเล็ก มีสายพันธ์ แยกเป็น 9 ชนิด มีถิ่นกำเนิดจากทวีป แอฟริกา เป็นนกที่มีเสน่ห์ ขี้เล่น จะอยู่กันเป็นคู่ มีสีสันมากมาย เริ่มต้นทีแรกเลยจะเป็นสีเขียว แล้วคนนำมาเพาะเลี้ยงแล้วพัฒนาสายพันธ์ ผสมออกมามีสีต่างๆ มากมายจนตอนนี้มีสีม่วงแล้ว อายุโดยเฉลี่ยประมาณ 15 - 20 ปี ประเทศไทยสามารถเพาะพันธ์นกได้ตลอดทั้งปี

          ทั้งนี้ นกเลิฟเบิร์ด แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ แบบไม่มีขอบตา(Peachface Lovebirds) และมีขอบตา (Fischer Lovebirds) นกเลิฟเบิร์ดแบบมีขอบตา รอบดวงตาจะเป็นสีขาว สายพันธุ์ต่างๆ ของนกเลิฟเบิร์ด

  1. Peachfaced Lovebird
  2. Masked Lovebird
  3. Fischer Lovebird
  4. Blackcheeked Lovebird
  5. Nyasa Livebird
  6. Madagascar Lovebird
  7. Redfaced Lovebird
  8. Abyssinian Lovebird
  9. Swindern's Lovebird

การเลี้ยงดูและการขยายพันธุ์ นกเลิฟเบิร์ด

          สถานที่ที่ใช้เลี้ยงนกเลิฟเบิร์ดควรเป็นที่ที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ไม่อบทึบ ป้องกันฝนได้ดี แดดสามารถส่องถึงบ้างเล็กน้อย จะเป็นการดี ส่วนลักษณะของกรงที่ดีควรจะ เป็นแบบโรงเรือน กรุด้วยตาข่ายตาถี่ เพื่อป้องกันยุงและแมลงอื่นๆ ภายในจัดวางกรงเพาะเป็นชั้น ๆ และเป็นแถวอย่างมีระเบียบ เพื่อให้ง่ายต่อการจัดการเรื่องความสะอาด

  อุปกรณ์

  1. กรงเพาะขนาด กว้าง x ยาว x สูง เท่ากับ 21" x 32" x 22"

2..รังฟักสำหรับให้นกเข้าไปวางไข่ และเลี้ยงดูลูกนกจนโต ขนาดโดยประมาณ 7" x 12" x 7" ด้านหนึ่งเจาะรู ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 2" สำหรับเป็นทางเข้าออกของนก อีกด้าน ทำเป็นประตูสำหรับ ผู้เลี้ยงสามารถเปิดดู ไข่และลูกนกได้สะดวก

  1. อาหารนก ได้แก่ เมล็ดธัญพืชต่างๆ เช่น มิลเลต ข้าวไรน์ ข้าวเปลือกมะเขือ ฮวยมั้ง (เมล็ดกัญชา) เมล็ดทานตะวัน ข้าวโอ๊ต เป็นต้น ส่วน อาหารเสริม ได้แก่ขนมปังแผ่น ข้าวโพดดิบ ส่วนแคลเซียมมี กระดองปลาหมึก หญ้าขน ใบกระถิน 2 อย่างหลัง สามารถให้ได้ทุกวัน ซึ่งจะดีต่อนกมาก
  2. น้ำ ควรเป็นน้ำที่สะอาด จำเป็นต้องเปลี่ยนทุกวัน และควรผสมวิตามินให้นกได้กินเป็นประจำด้วย

โรคที่มักจะเกิดกับ นกเลิฟเบิร์ด

  1. โรคหวัด เกิดจากอากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหัน นกจะซึม ขนพอง ไม่กินอาหาร ไม่ร่าเริง
  2. โรคตาแข็ง ตาแดง มีหลายสาเหตุ คือยุงเป็นพาหะนำเชื้อมาสู่นก และฝุ่นละออง มาจากถาดรองมูลนก เวลานกบิน ฝุ่นจะเข้าตาได้ ทำให้เกิดอาการ ระคายเคือง จนตาแดง ตาเจ็บได้
  3. การรักษา ไม่ว่านกจะมีอาการหรือเป็นโรคอะไรที่ผิดปกติ ผู้เลี้ยงควรแยกนกออกจากโรงเรือนโดยด่วน จากนั้นก็แยกไว้ตัวเดียว และทำการรักษา โดยให้ยาปฏิชีวนะเฉพาะอาการนั้น
  4. เกร็ดอื่นๆ เมื่อจำเป็นต้องนำนกใหม่เข้ากรง อย่าได้นำเข้าภายในโรงเรือนด็ดขาด ควรแยกไว้ต่างหากเพื่อดูอาการ ให้ยาฆ่าเชื้อโดยผสมในน้ำให้นกกิน แล้วเลี้ยงตามปกติ เพื่อดูอาการสัก 15 วัน ถ้านกปกติดี แข็งแรง ร่าเริง ก็สามารถเอาเข้าโรงเรือนได้ นกเลิฟเบิร์ดสามารถเลี้ยงและฝึกให้ฉลาดได้ โดยต้องเลี้ยงตั้งแต่ นกอายุประมาณ 2 สัปดาห์ ใช้เวลาอยู่กับนกของเรามากๆ ป้อนอาหาร 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น และในแต่ละมื้อ เวลาให้อาหาร ให้นำนกไปวางไว้ในระยะห่างจากตัวเราสักเล็กน้อย แล้วเคาะเรียกหรือผิวปากเรียก เมื่อนกเดินมาหาค่อยป้อนอาหาร ทำเช่นนี้ทุกมื้อ ทุกวัน จนนกเคยชิน และเพื่มระยะห่างเรื่อยๆ เมื่อนกโต ขนขึ้นเต็ม นกจะบินมาหาแทนการเดิน เมื่อนกบินคงที่ ไม่ว่าเวลาไหนเมื่อผู้เลี้ยงผิวปาก หรือเคาะนกจะบินมาทางผู้เลี้ยงทันที

          ทั้งนี้ ในตำราบางเล่ม เกี่ยวกับนกเลิฟเบิร์ดของต่างประเทศ เคยเขียนไว้ว่านกเลิฟเบิร์ดสามารถพูดได้ด้วย

ปัญหาที่มักจะพบกับ นกเลิฟเบิร์ด

          http://img.kapook.com/image/icon/48be2683.gifนกมีสุขภาพไม่ดี ขนไม่สวย สาเหตุ คือ อาหารไม่สะอาด เมล็ดธัญพืชที่ผสมให้นกกินให้คุณค่าทางโภชนาการกับนกไม่ครบถ้วน

          http://img.kapook.com/image/icon/48be2683.gifไข่นกไม่มีเชื้อ เกิดจากหลายสาเหตุ คือ นกเป็นหมัน, สุขภาพนกไม่ดี, นกอายุยังน้อย

          http://img.kapook.com/image/icon/48be2683.gifนกไม่ยอมผสมพันธุ์ เนื่องมาจากนกเป็นเพศเดียวกัน หรือว่ามีอายุมากเกินไป

รู้จักนกของเรา

หมวด: Uncategorised
เผยแพร่เมื่อ: วันศุกร์, 28 สิงหาคม 2558
เขียนโดย Super User

นกเจ็ดสี

333333333333333333333333333

 

 

 

 

 

  

 

 

 

นกซีบร้า

นกหงส์หยก

หมวด: Uncategorised
เผยแพร่เมื่อ: วันศุกร์, 28 สิงหาคม 2558
เขียนโดย Super User

นกหงส์หยก

          นกหงส์หยก(Zebra Parakeet)

          ชื่อวิทยาศาสตร์ Melopsittacus Undulatus

          ชื่ออื่นที่ใช้เรียกคือ Shell Parrot, Zebra Parakeet, Warbling Grass Parakeet, Undulated Parrot

ประวัติและความเป็นมา

          ถิ่นกำเนิดดั้งเดิมของ Budgerigar นั้นอาศัยอยู่ตามทุ่งหญ้าทั่วไปในออสเตรเลียปัจจุบันมักเรียกสั้นลงว่า บั๊ดจี้ส์ (Budgies) และ Parakeet ก่อนหน้ามีผู้เข้าใจ ว่านกนี้อยู่ในจำพวก Lovebird แต่ปัจจุบันเป็นที่ยอมรับแล้วว่าเป็นคนละชนิดกัน ชื่อเรียก Budgerigar เป็นชื่อซึ่งเพี้ยนมาจากสำเนียงพื้นเมืองในออสเตรเลียที่เรียกว่าBetcherrygah แปลว่าอาหารดี หรือกินอร่อย บุคคลแรกที่ได้ศึกษาและนำเรื่องราวในฐานะเป็นนกใหม่ เป็นนักสัตวศาสตร์ชาวอังกฤษ ชื่อ กูลด์ (Gould) ซึ่งได้เข้าไปศึกษาชีวิตการเป็นอยู่ของสัตว์ต่างๆ ในออสเตรเลีย เมื่อ 110 ปีที่แล้ว

          ชนิดและสีของนกหงส์หยก สีขั้นพื้นฐานในปัจจุบันของนกหงส์หยกชนิดธรรมดาได้แก่ สีเขียว(Green) สีฟ้า(Blue) สีเหลือง(Yellow) และขาว สีที่กล่าวมาแต่ละสีมีชื่อเรียกแยกออกไปตามความอ่อนแก่ของ สี โดยแยกเป็นน้ำหนักสีคือ อ่อน , กลาง และ แก่

          นอกจากสีธรรมดาดังที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีอีก 3 ชนิดที่ควรทราบคือ

          โอแพล์ลิน (Opaline) ชนิดสีนี้มิได้กล่าวเจาะจงว่าเป็นสีใดโดยเฉพาะ แต่จะมีลักษณะเป็น ที่สังเกตุดังนี้ บนคอ ใต้คอ และตรงขอบปีกติดกับไหล่จะไม่มีลายหรือจุด และจะต้องมีสีเหมือนกับ สีของลำตัว สีพื้นของปีก(มีลาย) ก็มีสีประมาณเป็นสีเดียวกับลำตัวเช่นเดียวกัน (นกชนิดธรรมดา ตัวเขียวจะมีหัวเหลือง ใต้คอเหลือง มัจุด 6 จุด และพื้นปีกก็เป็นสีเหลือง)

         เผือก อัลบิโนส์ (Albinos) ลักษณะที่สังเกตคือ สีตลอดตัวจะประมาณได้เป็นสีเดียว เริ่ม ตั้งแต่ขาวปลอดทั้งตัวหรือมีสีค่อนไปทางสีฟ้า

         ลูติโนส์ (Lutinos)เป็นนกที่มีสีเหลืองปลอด หรือมีสีค่อนไปทางเขียวทั้ง 2 ชนิด คือขาว และเหลืองนี้ ลักษณะสำคัญที่เห็นได้ชัดคือต้องมี นัยน์ตาสีแดง

ลักษณะทั่วไป

          นกหงส์หยก เป็นนกที่มีขนาดเล็ก มีลวดลาย และสีสันที่สวยงาม และสามารถแยกออกเป็นหลายพันธุ์ในตระกูลเดียวกัน นกหงษ์หยกเป็นนกที่ชอบแต่งตัวและรักสะอาด ชอบแต่งขนหน้ากระจก เราควรมีกระจกให้แก่นกด้วย โดยให้กระจกเหมาะสมกับจำนวนของนก บางครั้งเราควรที่ใช้ฟร็อคกี้ หรือ ที่ฉีด ฉีดน้ำให้เป็นฟอยๆกระจาย นกจะมาเล่นน้ำเพื่อทำความสะอาดขน และก็จะแต่งขน ซึ่งจะทำให้นกมีขนที่สวยงาม

การดูเพศนก

          การดูเพศของนกนั้นไม่ยากเลย สามารถที่จะสังเกตได้ ไม่ยาก โดยดูที่จมูกของนก ในนกตัวผู้เมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จมูกนกจะเป็นสีฟ้าเข้ม และในนกตัวเมียนั้นจมูกของนกเมื่อเจริญเต็มที่หรือพร้อมที่จะผสมพันธุ์ จมูกของนกจะมีสีออกเป็นสีเนื้อหรือสีน้ำตาลเข้ม สีดังกล่าวจะ เข้มขึ้นเรื่อยๆเมื่ออยู่ในระยะผสมพันธุ์

          นกหงษ์หยกจะจับคู่เมื่อมันพร้อมที่จะผสมพันธุ์ โดยสังเกตได้จาก นกอยู่กันเป็นคู่ ไซร้ขนให้กัน จะคอยป้อนอาหารให้กัน

การเลี้ยงดู

          นกหงส์หยกสามารถเลี้ยงดูได้ง่าย ส่วนมากนิยมเลี้ยงกันในกรงขนาดใหญ่พอที่ นกสามารถบินได้ และต้องมีขนาดให้พอเหมาะกับจำนวนของนกด้วย ตำแหน่งการตั้งกรงนั้นไม่ควร ตั้งไว้ในที่ๆมีอากาศร้อน หรือที่มีลมโกรกมาก ควรไว้ในที่ๆ มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก อาหารและน้ำของต้องมีให้นกกินทุกวัน และควรเปลี่ยนอาหารและน้ำทุกวัน เพราะถ้าไม่เปลี่ยนอาจเป็นแหล่งเพราะโรค ของนกได้

          โดยธรรมชาติ นกหงส์หยกจะอยู่รวมกันเป็นฝูง ฉะนั้นถ้าเลี้ยงรวมในกรงใหญ่ เครื่องเล่นต่างๆอาจ ไม่จำเป็น แต่ถ้าเลี้ยงเพียงตัวเดียวหรือคู่เดียว เครื่องเล่นต่างๆก็ไม่อาจมองข้าม นอกจากอุปกรณ์เช่น ถ้วย หรือจานสำหรับใส่อาหาร น้ำ ผัก ทราย ที่ทุกกรงจะขาดไม่ได้และควรมี  Clofood (อาหารที่มีส่วนผสมของขนมปัง ไข่ และธาตุที่มีประโยชน์อื่นๆ)

อาหารของนกหงส์หยก

         ข้าวฟ้าง คืออาหารหลักของนกหงษ์หยก ซื้อได้ตามร้านค้าทั้วไปปัจจุบันอยู่ที่ ราคาประมาณ ถุงละ 20 บาท เป็นเมล็ดพืชเมล็ดเล็กๆ ควรซื้อแบบที่แบ่งขายใส่ถุง มากกว่า เพราะจะทำให้อาหารดูสด และป้องกันฝุ่นได้

         เมล็ดกวด แคลเซียม(กระดองปลาหมึก) เป็นสิ่งสำคัญสำหรับนกเลยทีเดียว จากประสบการณ์ของผู้เขียน คิดว่าสำคัญมากเพราะเมล็ดกวดหรือแคลเซียม(กระดองปลาหมึก)จะช่วยย่อยอาหาร ในลูกนกถ้าขาดของพวกนี้อาจจะมีอาการผิดปกติ ไม่แข็งแรง หรือตายได้ เมล็ดกรวด อาจจะนำมาจากทรายก็ได้แต่ควรล้างด้วยน้ำสะอาดเสียก่อน แคลเซียม(กระดองปลาหมึก) อาจจะหาซื้อได้ในร้านที่ขายนกร้านใหญ่ หรืออาจจะหาซื้อได้ที่ตลาดนัดสวนจตุจักร ราคาไม่หน้าแพงมาก ขายอยู่ที่ราคาประมาณ อันละ 5 บาทซึ่งมีขนาดใหญ่

         ผักใบเขียว เป็นตัวบำรุง นกที่สำคัญ เช่น กระหล่ำดอก คะน้า ผักกาดเขียว ผักบุ้ง เป็นต้น และต้องล้างให้สะอาดด้วยเพื่อป้องกันยาฆ่าแมลง

         น้ำ เป็นสิ่งสำคัญที่สุด ที่นกจะขาดไม่ได้เลย ควรเปลี่ยนน้ำทุกวัน เพราะถ้านกที่เป็นโรคขี้ลงไปอาจทำให้เป็นที่เพาะเชื้อโรค ถ้านกตัวอื่นกินเข้าไปอาจพากันติดกันหมดทั้งกรงได้

ขอขอบคุณข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

แผนที่ฟาร์ม

หมวด: Uncategorised
เผยแพร่เมื่อ: วันพฤหัสบดี, 27 สิงหาคม 2558
เขียนโดย Super User